ส้มแขกทานแล้วดีต่อสุขภาพอย่างไร ?

ส้มแขกเป็นหนึ่งในผลไม้ที่คนส่วนใหญ่นิยมทานมากแต่ส่วนใหญ่มันจะไม่รู้ว่าทานแล้วดีอย่างไร Continue reading “ส้มแขกทานแล้วดีต่อสุขภาพอย่างไร ?” »

การลดความเครียดให้กับตัวเอง

บางคนอาจจะชอบปั่นจักรยานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในสวน ตามถนนในหมู่บ้าน หรือแม้แต่ปั่นอยู่กับที่ในฟิตเนส หากคุณยังไม่ใช่สิงห์นักปั่น ลองอ่านประโยชน์ดีๆ Continue reading “การลดความเครียดให้กับตัวเอง” »

เพิ่มความสูงด้วยวิธีง่ายๆประหยัดค่าใช้จ่าย

สำหรับคุณสาว ๆ ที่อยู่ในช่วงกำลังเจริญเติบโต หรือแม้แต่อยู่ในวัยที่โตเต็มที่แล้ว Continue reading “เพิ่มความสูงด้วยวิธีง่ายๆประหยัดค่าใช้จ่าย” »

ชีวิตฟีลกู้ด แค่ดื่มน้ำเปล่าให้ถูกวิธี

ใครก็รู้ว่า น้ำเปล่า ดีต่อสุขภาพ แต่ใช่ว่าดื่มน้ำธรรมดาแล้วจะฟีลกู้ดทันที ของแบบนี้อยู่ที่เทคนิคดีๆ เหมือนกัน เพราะหากดื่มน้ำถูกวิธีแล้ว สุขภาพก็จะปัง รับปีใหม่ได้ไม่ยาก

ก็เพราะน้ำนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เพราะร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำเกือบ 70% ในแต่ละวันจะมีการขับน้ำออกจากร่างกายในรูปแบบปัสสาวะ เหงื่อ และหายใจประมาณ 0.5-2 ลิตร ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเลือด ช่วยการไหลเวียนโลหิต ทั้งยังช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ และยังช่วยย่อย ดูดซึม และนำพาสารอาหารไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ที่สำคัญคือช่วยหล่อลื่นการทำงานอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทั้งการขับถ่ายและกำจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกายและช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ผิวพรรณดูสดใส งามจากภายในสู่ภายนอกนั่นเป็นเหตุผลให้เราต้องดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อไปรักษาสมดุลในร่างกายนั่นเอง

หมอเอิง-อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เผยว่า โดยทั่วไปแล้วเราควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตร หากยิ่งดื่มน้ำมากก็จะยิ่งขับถ่ายของเสียได้ดีมากขึ้น ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื่น เปล่งปลั่ง ลดความเครียดได้อีกด้วย

“ช่วงเวลาที่ดื่มน้ำแล้วได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด คือ ดื่มหลังจากเพิ่งตื่นนอน จากนั้นดื่มน้ำก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง และหลังอาหาร 1 ชั่วโมงในแต่ละมื้อ และสุดท้ายก่อนนอน 1 ชั่วโมง ซึ่งวิธีการดื่มน้ำไม่ได้ตายตัว อยู่ที่เทคนิคแต่ละคน แบ่งตามไลฟ์สไตล์ แต่ไม่ควรดื่มน้ำ 8 แก้วรวดเดียว เพราะจะทำให้โซเดียมในเลือดลดลง ทำให้กระหายน้ำยิ่งขึ้น สมองบวม ส่วนตัวจะดื่มเช้า 3 แก้ว เพื่อเติมน้ำให้เลือด ตอนกลางวัน 3 แก้ว เพื่อช่วยขับของเสียในร่างกาย ก่อนอาบน้ำ 1 แก้ว เพื่อลดความดันโลหิต และก่อนนอน 1 ชั่วโมง 1 แก้ว เพื่อกำจัดสิ่งตกค้างในร่างกาย ช่วยให้หลับสบาย แต่ต้องไม่ดื่มมากจนเกินไป เพราะจะทำให้นอนหลับไม่เพียงพอได้”

ไม่ว่าจะเทคนิคไหน ขอให้เป็นน้ำสะอาด ก็ให้ผ่าน 1 สเต็ปแล้ว

5 อาหารโซเดียมสูงปรี๊ด เสี่ยงไตพัง!

หลายคนชอบปรุงอาหารจนติดเป็นนิสัย สั่งก๋วยเตี๋ยวก็สาดน้ำปลา น้ำตาล น้ำส้มสายชู และพริก โดยไม่ได้ชิมก่อนปรุงด้วยซ้ำ หรือแม้กระทั่งข้าวกะเพราที่สาดน้ำปลาพริกลงไปไม่ยั้ง ทั้งบนไข่ดาว และบนข้าวด้วย ทั้งที่จริงๆ แล้วในกะเพราแม่ค้าก็ปรุงรสมาให้แล้ว เรากำลังบริโภค “โซเดียม” กันมากเกินความจำเป็นโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งจะส่งผลให้ไตทำงานหนักขึ้น จนเป็นสาเหตุของโรคไตวายได้

“โซเดียม” คืออะไร?
โซเดียมเป็นสารอาหารที่ช่วยควบคุมความสมดุลของเหลวภายในร่างกาย ช่วยรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในระดับที่ปกติ ช่วยในการทำงานของประสาท และกล้ามเนื้อ และยังช่วยดูดซึมสารอาหารบางอย่างในไต และลำไส้เล็กอีกด้วย

ร่างกายคนเราต้องการ “โซเดียม” เท่าไร?
น้อยกว่า 2,400 มิลลิกรัม หรือเท่ากับน้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะครึ่ง

5 อาหารโซเดียมสูงปรี๊ด เสี่ยงไตพัง!

น้ำปลา อาหารโซเดียมสูง เสี่ยงไตพัง

1. ซอส หรือเครื่องปรุงต่างๆ ที่มีรสเค็ม เช่น น้ำปลา ซีอิ้วขาว เกลือแกงซุปก้อน ซุปผง เต้าหู้ยี้

ซอสมะเขือเทศ อาหารโซเดียมสูง เสี่ยงไตพัง

2. ซอส หรือเครื่องปรุงที่มีหลายรส เช่น  ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก น้ำจิ้มสุกี้

ปลาร้า อาหารโซเดียมสูง เสี่ยงไตพัง

3. อาหารหมักดอง เช่น ผักกาดดอง ปลาร้า เต้าเจี้ยว

มันฝรั่งทอด อาหารโซเดียมสูง เสี่ยงไตพัง

4. ขนมขบเคี้ยว เช่น มันฝรั่งทอดกรอบ (มักโรยเกลือเพิ่ม) ปลาเส้น สาหร่ายอบกรอบ ขนมปัง เค้ก ซาลาเปา

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารโซเดียมสูง เสี่ยงไตพัง

5. อาหารสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊ก ข้าวต้มสำเร็จรูป ข้าวกล่องแช่แข็ง มันฝรั่งแช่แข็ง

ทั้งนี้เราไม่ได้บอกให้ทุกคน “งด” ทานอาหารเหล่านี้นะคะ หากทุกคนยังอยากทาน สามารถทานได้แบบนานๆ ทานที อย่าทานเป็นประจำติดต่อกันเป็นเวลานานๆ เพราะนอกจากจะทำให้สุขภาพไตเสื่อมแล้ว สาวๆ รู้ไว้เลยว่าโซเดียมนี่แหละ ที่ทำให้เราตัวบวม หน้าบวม ไม่สวยนะจะบอกให้ ทานได้แต่ในปริมาณน้อยๆ หากควบคุมปริมาณโซเดียมได้ เราก็สามารถทานได้ทุกวัน ไม่ต้องงดให้ทรมานร่างกายค่ะ

กินอาหารตามกรุ๊ปเลือด ชัวร์หรือมั่วนิ่ม?

หลายคนคงเคยรับรู้ข้อมูลมาบ้างว่า คนแต่ละกรุ๊ปเลือด มีระบบในร่างกายแตกต่างกันไป การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดจะช่วยให้สุขภาพของแต่ละคนดีขึ้น เช่น กรุ๊ปเลือดเอเหมาะกับการทานผักมากกว่าเนื้อ ส่วนคนกรุ๊ปโอน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเยอะ ควรทานเนื้อเป็นหลัก เป็นต้น

ว่าแต่…ความเชื่อเหล่านี้ เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นเพียงความเชื่องมงายที่บอกเล่าต่อๆ กันมาอย่างไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนกันแน่นะ

“มีการอ้างอิงว่า ในอาหารที่เราทานเข้าไป จะมีโปรตีนที่ชื่อ เลคติน ซึ่งเมื่อเลคตินจับตัวกับเลือด ทำให้เลือดเหนียวข้นขึ้น จึงมีคำกล่าวอ้างที่ว่า หากทานอาหารที่มีเลคตินไม่เหมาะสมกับหมู่เลือกของเรา จะส่งผลที่ไม่ดีต่อร่างกาย เช่น ทำให้ภูมิคุ้มกันตกลง ทำให้อินซูลิน (ฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนทำหน้าที่ลดระดับน้ำตาลในเลือด) ไม่ค่อยหลั่ง ทำให้เกิดอาการปวดตามไขข้อได้ หากทานเลคตินที่เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือด จะทำให้ภูมิคุ้มกันของเราดีขึ้น ร่างกายแข็งแรง
แต่ทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงความเชื่อ ไม่ใช่ความจริงที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์”

ระบบหมู่เลือดของมนุษย์ จริงๆ แล้วมีแค่ A B O AB หรือไม่

“จริงๆ แล้วหมู่เลือดมีมากกว่า 20 ระบบ แต่ที่คุ้นเคยกันมาก จะมีอยู่ 2 ระบบ คือ ระบบ ABO (เอบีโอ) และระบบ Rh (อาร์เอช) ระบบเอบีโอ ก็คือหมู่เลือดที่แบ่งเป็นเอ บี โอ และเอบีอย่างที่เราคุ้นเคยกัน ส่วนระบบอาร์เอช จะแบ่งเป็น Rh(+) (อาร์เอชบวก) และ Rh(-) (อาร์เอชลบ) ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะมีหมู่เลือด อาร์เอชบวก มีเพียงประมาณ 0.03% ของประชากรทั้งหมดที่จะมีหมู่เลือด อาร์เอชลบ”

แล้วข้อมูลการทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด มาได้อย่างไร?

“แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากนายแพทย์ปีเตอร์ เดออาดาโม (Dr.Peter D’ Adamo) ซึ่งได้อ้างความรู้ทางด้านชีวเคมีเกี่ยวกับเรื่องโปรตีนเล็คตินและหมู่เลือด ว่าสนับสนุนทฤษฎีของเขา แล้วตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือที่ชื่อว่า “Eat Right For(4) Your Type” (ทานอาหารให้ตรงกับกรุ๊ปเลือดทั้ง 4) แต่แนวคิดนี้กลับได้รับการโต้แย้งจากนักโภชนาการ แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ว่าไม่ได้สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างไร รวมทั้งไม่มีหลักฐานหรือบทความวิจัย ที่บ่งบอกถึงความเชื่อมโยงระหว่างโรคต่างๆ และหมู่เลือด หรือข้อดีของการรับประทานอาหาร ตามหมู่เลือดแต่อย่างใด”

โปรตีนในอาหารที่เรียกว่า “เล็คติน” จะทำปฏิกิริยากับหมู่เลือด และทำให้เกิดผลเสีย ถ้ารับประทานอาหารไม่เหมาะกับหมู่เลือด จริงหรือไม่?

“ไม่จริง เรื่องของการกล่าวอ้างนี้ไม่ตรงกับผลการวิจัยทางชีวเคมี เพราะโปรตีนเล็คตินชนิดที่มี ความจำเพาะต่อเลือดหมู่ต่างๆ นั้น เกือบทุกชนิดไม่ได้มีอยู่ในอาหาร แต่มักจะพบในพืชหรือสัตว์ ที่ไม่ได้นำมาเป็นอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น อาหารหลายชนิดที่เดออาดาโม อ้างว่าทำปฏิกิริยาจำเพาะ ต่อหมู่เลือดได้เหมือนกับเล็คติน กลับจับกับเม็ดเลือดแดงของทุกหมู่เลือดให้ตกตะกอนได้ ไม่ใช่แค่จำเพาะกับบางหมู่เท่านั้น”

จากความเชื่อที่ว่า กรุ๊ปเลือดโอ เป็นหมู่เลือดที่เก่าแก โบราณที่สุด จริงหรือไม่?

“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ค่อยถูกสักเท่าไร ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า กรุ๊ปเลือดแรกที่ถือกำเนิดขึ้น คือหมู่เลือดเอ จากนั้นเป็นบี เอบี และโอตามลำดับ จากการเปลี่ยนแปลงของแอนติเจน เอ บี ในเลือด หมู่เลือดเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่ 4-6 ล้านปีที่แล้ว แต่หลักการของแพทย์ปีเตอร์ เดออาดาโม พูดถึงจุดกำเนิดของหมู่เลือดในช่วงไม่กี่หมื่นปีที่แล้วนี่เอง ดังนั้นข้อมูลของเขาจึงไม่เป็นความจริง ดังนั้นวิวัฒนาการของคน ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับอาหารที่เราควรทานแต่อย่างใด”

เข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็ทานอาหารได้ตามใจชอบ แต่ต้องทานอาหารแต่พอดี ทานให้ครบ 5 หมู่ แล้วออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอย่างเต็มที่ค่ะ