แนวทางการออกกำลังกายของผู้สูงอายุ

ร่างกายมนุษย์มันจะไม่ได้อยู่คงทนซะทุกส่วนเมื่ออายุมากขึ้นร่างกายก็ถูกทำลายมากขึ้นดังนั้นเราควรหาวิธีดูแลร่างกายให้กับผู้สูงอายุบ้าง Continue reading “แนวทางการออกกำลังกายของผู้สูงอายุ” »

การลดความเครียดให้กับตัวเอง

บางคนอาจจะชอบปั่นจักรยานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะในสวน ตามถนนในหมู่บ้าน หรือแม้แต่ปั่นอยู่กับที่ในฟิตเนส หากคุณยังไม่ใช่สิงห์นักปั่น ลองอ่านประโยชน์ดีๆ Continue reading “การลดความเครียดให้กับตัวเอง” »

ดูแลสุขภาพด้วยการทานอาหาร

ตอนนี้ใครที่ไม่สนใจสุขภาพคงจะเชยน่าดู เพราะหันไปทางไหนก็มีแต่เพื่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ นวดเพื่อสุขภาพ หรืออาหารเพื่อ สุขภาพ

Continue reading “ดูแลสุขภาพด้วยการทานอาหาร” »

3 เครื่องดื่มยามเช้าแทนกาแฟ ดริงก์ลดสารพิษในร่างกาย

  เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ 3 แก้วเด็ด ช่วยลดท็อกซินให้ร่างกาย ชวนมาดื่มแทนกาแฟตอนเช้ากันดีกว่า

กาแฟที่ดื่มกันทุกเช้านอกจากจะเพิ่มท็อกซิน (พิษ) ในร่างกายแล้ว ยังกระตุ้นการขับปัสสาวะ ทำให้ต่อมหมวกไตทำงานหนักขึ้น และยังทำให้เลือดมีภาวะเป็นกรด อันเป็นต้นเหตุการณ์เกิดโรคเรื้อรัง ดังนั้น นิตยสารชีวจิต เลยขอแนะนำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพให้คนติดกาแฟได้ดื่มเป็นทางเลือก

เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

ชาหมัก (Kompuchea Tea) 
นำน้ำชาหมักกับน้ำตาลและจุลินทรีย์ทิ้งไว้ 7-12 วัน จนกลายเป็นโปรไบโอติกชั้นดี ช่วยเพิ่มความจำ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวปกติ และป้องกันความดันโลหิตสูงได้ด้วย

น้ำอาร์ซี 
ช่วยแก้อาการง่วงนอน อ่อนเพลียระหว่างวันได้เป็นอย่างดี เพราะมีสารอาหารที่บำรุงสมองและทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าตลอดเวลา

เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

น้ำเอนไซม์ 
ช่วยส่งเสริมการทำงานของร่างกายให้ดียิ่งขึ้น เช่น เอนไซม์แครอทกระตุ้นการทำงานของตับ เอนไซม์มะระช่วยในการทำงานของไต เป็นต้น

ชีวิตฟีลกู้ด แค่ดื่มน้ำเปล่าให้ถูกวิธี

ใครก็รู้ว่า น้ำเปล่า ดีต่อสุขภาพ แต่ใช่ว่าดื่มน้ำธรรมดาแล้วจะฟีลกู้ดทันที ของแบบนี้อยู่ที่เทคนิคดีๆ เหมือนกัน เพราะหากดื่มน้ำถูกวิธีแล้ว สุขภาพก็จะปัง รับปีใหม่ได้ไม่ยาก

ก็เพราะน้ำนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เป็นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต เพราะร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำเกือบ 70% ในแต่ละวันจะมีการขับน้ำออกจากร่างกายในรูปแบบปัสสาวะ เหงื่อ และหายใจประมาณ 0.5-2 ลิตร ทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เป็นส่วนประกอบของเลือด ช่วยการไหลเวียนโลหิต ทั้งยังช่วยควบคุมอุณหภูมิร่างกายให้คงที่ และยังช่วยย่อย ดูดซึม และนำพาสารอาหารไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ที่สำคัญคือช่วยหล่อลื่นการทำงานอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทั้งการขับถ่ายและกำจัดของเสียและสารพิษออกจากร่างกายและช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้น ผิวพรรณดูสดใส งามจากภายในสู่ภายนอกนั่นเป็นเหตุผลให้เราต้องดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน เพื่อไปรักษาสมดุลในร่างกายนั่นเอง

หมอเอิง-อังศ์วรา ธีระตันติกานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ เผยว่า โดยทั่วไปแล้วเราควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว หรือประมาณ 2 ลิตร หากยิ่งดื่มน้ำมากก็จะยิ่งขับถ่ายของเสียได้ดีมากขึ้น ทำให้ผิวพรรณชุ่มชื่น เปล่งปลั่ง ลดความเครียดได้อีกด้วย

“ช่วงเวลาที่ดื่มน้ำแล้วได้ประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด คือ ดื่มหลังจากเพิ่งตื่นนอน จากนั้นดื่มน้ำก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง และหลังอาหาร 1 ชั่วโมงในแต่ละมื้อ และสุดท้ายก่อนนอน 1 ชั่วโมง ซึ่งวิธีการดื่มน้ำไม่ได้ตายตัว อยู่ที่เทคนิคแต่ละคน แบ่งตามไลฟ์สไตล์ แต่ไม่ควรดื่มน้ำ 8 แก้วรวดเดียว เพราะจะทำให้โซเดียมในเลือดลดลง ทำให้กระหายน้ำยิ่งขึ้น สมองบวม ส่วนตัวจะดื่มเช้า 3 แก้ว เพื่อเติมน้ำให้เลือด ตอนกลางวัน 3 แก้ว เพื่อช่วยขับของเสียในร่างกาย ก่อนอาบน้ำ 1 แก้ว เพื่อลดความดันโลหิต และก่อนนอน 1 ชั่วโมง 1 แก้ว เพื่อกำจัดสิ่งตกค้างในร่างกาย ช่วยให้หลับสบาย แต่ต้องไม่ดื่มมากจนเกินไป เพราะจะทำให้นอนหลับไม่เพียงพอได้”

ไม่ว่าจะเทคนิคไหน ขอให้เป็นน้ำสะอาด ก็ให้ผ่าน 1 สเต็ปแล้ว

กินอาหารตามกรุ๊ปเลือด ชัวร์หรือมั่วนิ่ม?

หลายคนคงเคยรับรู้ข้อมูลมาบ้างว่า คนแต่ละกรุ๊ปเลือด มีระบบในร่างกายแตกต่างกันไป การกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดจะช่วยให้สุขภาพของแต่ละคนดีขึ้น เช่น กรุ๊ปเลือดเอเหมาะกับการทานผักมากกว่าเนื้อ ส่วนคนกรุ๊ปโอน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเยอะ ควรทานเนื้อเป็นหลัก เป็นต้น

ว่าแต่…ความเชื่อเหล่านี้ เป็นเรื่องจริงที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ หรือเป็นเพียงความเชื่องมงายที่บอกเล่าต่อๆ กันมาอย่างไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนกันแน่นะ

“มีการอ้างอิงว่า ในอาหารที่เราทานเข้าไป จะมีโปรตีนที่ชื่อ เลคติน ซึ่งเมื่อเลคตินจับตัวกับเลือด ทำให้เลือดเหนียวข้นขึ้น จึงมีคำกล่าวอ้างที่ว่า หากทานอาหารที่มีเลคตินไม่เหมาะสมกับหมู่เลือกของเรา จะส่งผลที่ไม่ดีต่อร่างกาย เช่น ทำให้ภูมิคุ้มกันตกลง ทำให้อินซูลิน (ฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อนทำหน้าที่ลดระดับน้ำตาลในเลือด) ไม่ค่อยหลั่ง ทำให้เกิดอาการปวดตามไขข้อได้ หากทานเลคตินที่เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือด จะทำให้ภูมิคุ้มกันของเราดีขึ้น ร่างกายแข็งแรง
แต่ทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงความเชื่อ ไม่ใช่ความจริงที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์”

ระบบหมู่เลือดของมนุษย์ จริงๆ แล้วมีแค่ A B O AB หรือไม่

“จริงๆ แล้วหมู่เลือดมีมากกว่า 20 ระบบ แต่ที่คุ้นเคยกันมาก จะมีอยู่ 2 ระบบ คือ ระบบ ABO (เอบีโอ) และระบบ Rh (อาร์เอช) ระบบเอบีโอ ก็คือหมู่เลือดที่แบ่งเป็นเอ บี โอ และเอบีอย่างที่เราคุ้นเคยกัน ส่วนระบบอาร์เอช จะแบ่งเป็น Rh(+) (อาร์เอชบวก) และ Rh(-) (อาร์เอชลบ) ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะมีหมู่เลือด อาร์เอชบวก มีเพียงประมาณ 0.03% ของประชากรทั้งหมดที่จะมีหมู่เลือด อาร์เอชลบ”

แล้วข้อมูลการทานอาหารตามกรุ๊ปเลือด มาได้อย่างไร?

“แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากนายแพทย์ปีเตอร์ เดออาดาโม (Dr.Peter D’ Adamo) ซึ่งได้อ้างความรู้ทางด้านชีวเคมีเกี่ยวกับเรื่องโปรตีนเล็คตินและหมู่เลือด ว่าสนับสนุนทฤษฎีของเขา แล้วตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือที่ชื่อว่า “Eat Right For(4) Your Type” (ทานอาหารให้ตรงกับกรุ๊ปเลือดทั้ง 4) แต่แนวคิดนี้กลับได้รับการโต้แย้งจากนักโภชนาการ แพทย์ และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก ว่าไม่ได้สอดคล้องกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แต่อย่างไร รวมทั้งไม่มีหลักฐานหรือบทความวิจัย ที่บ่งบอกถึงความเชื่อมโยงระหว่างโรคต่างๆ และหมู่เลือด หรือข้อดีของการรับประทานอาหาร ตามหมู่เลือดแต่อย่างใด”

โปรตีนในอาหารที่เรียกว่า “เล็คติน” จะทำปฏิกิริยากับหมู่เลือด และทำให้เกิดผลเสีย ถ้ารับประทานอาหารไม่เหมาะกับหมู่เลือด จริงหรือไม่?

“ไม่จริง เรื่องของการกล่าวอ้างนี้ไม่ตรงกับผลการวิจัยทางชีวเคมี เพราะโปรตีนเล็คตินชนิดที่มี ความจำเพาะต่อเลือดหมู่ต่างๆ นั้น เกือบทุกชนิดไม่ได้มีอยู่ในอาหาร แต่มักจะพบในพืชหรือสัตว์ ที่ไม่ได้นำมาเป็นอาหาร ยิ่งไปกว่านั้น อาหารหลายชนิดที่เดออาดาโม อ้างว่าทำปฏิกิริยาจำเพาะ ต่อหมู่เลือดได้เหมือนกับเล็คติน กลับจับกับเม็ดเลือดแดงของทุกหมู่เลือดให้ตกตะกอนได้ ไม่ใช่แค่จำเพาะกับบางหมู่เท่านั้น”

จากความเชื่อที่ว่า กรุ๊ปเลือดโอ เป็นหมู่เลือดที่เก่าแก โบราณที่สุด จริงหรือไม่?

“จะว่าอย่างนั้นก็ไม่ค่อยถูกสักเท่าไร ทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า กรุ๊ปเลือดแรกที่ถือกำเนิดขึ้น คือหมู่เลือดเอ จากนั้นเป็นบี เอบี และโอตามลำดับ จากการเปลี่ยนแปลงของแอนติเจน เอ บี ในเลือด หมู่เลือดเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่ 4-6 ล้านปีที่แล้ว แต่หลักการของแพทย์ปีเตอร์ เดออาดาโม พูดถึงจุดกำเนิดของหมู่เลือดในช่วงไม่กี่หมื่นปีที่แล้วนี่เอง ดังนั้นข้อมูลของเขาจึงไม่เป็นความจริง ดังนั้นวิวัฒนาการของคน ก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับอาหารที่เราควรทานแต่อย่างใด”

เข้าใจอย่างนี้แล้ว ก็ทานอาหารได้ตามใจชอบ แต่ต้องทานอาหารแต่พอดี ทานให้ครบ 5 หมู่ แล้วออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงอย่างเต็มที่ค่ะ

5 ผลไม้รสเปรี้ยว วิตามินซีสูง กินแก้ท้องผูกได้อย่างอยู่หมัด !

ใครที่มีปัญหาท้องผูกบ่อยๆ ปัญหานี้ย่อมสร้างความอึดอัดในตัวคุณไม่น้อย ถ้าเช่นนั้น นอกจากการกินผักที่ให้เส้นใยอาหารสูงแล้ว การกินผลไม้ที่ให้ไฟเบอร์สูง แถมยังเป็นแหล่งของวิตามินซีสูงปรี๊ดร่วมด้วย บอกเลยค่ะว่าเมื่อการผสานสองพลังนี้รวมตัวกันเมื่อไรแล้วล่ะก็ ระบบการทำงานของลำไส้และระบบขับถ่ายทำงานคล่องได้มากกว่าที่คิดแน่นอน มาดูกันค่ะว่ามีผลไม้ใดบ้างที่กินแก้ท้องผูกได้

5 ผลไม้รสเปรี้ยว วิตามินซีสูง กินแก้ท้องผูกได้อย่างอยู่หมัด !
1.มะละกอ

มะละกอสุก นับเป็นผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูงไม่น้อยทีเดียว เพราะมีวิตามินสูงมากกว่าส้มคือ 60.9 มิลลิกรัมต่อปริมาณมะละกอ 100 กรัม นอกจากวิตามินซีแล้ว มะละกอยังเป็นแหล่งของกากใยอาหารสูง จึงมีฤทธิ์ช่วยในการขับถ่าย นอกจากนี้ยังมีเอนไซม์ปาเปน (Papain) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีคุณสมบัติช่วยย่อยโปรตีนได้เป็นอย่างดี ระบบขับถ่ายจึงยิ่งทำงานคล่องตัวมากขึ้นสองเท่า ใครที่มีปัญหาท้องผูกเป็นประจำ ทานมะละกอแล้วไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอนค่ะ

2.กีวี

แม้ดูเหมือนว่ากีวี ไม่น่าใช่ผลไม้ที่มีฤทธิ์ช่วยในการขับถ่ายได้ แต่เพราะปริมาณวิตามินซีที่มีสูงถึง 92.7 มิลลิกรัมต่อปริมาณกีวี 100 กรัม นับว่าให้วิตามินซีสูงตามความต้องการของร่างกายที่ควรได้รับต่อวันเลยทีเดียว ซึ่งวิตามินซีนี่แหละที่จะช่วยในเรื่องระบบต่างๆ โดยเฉพาะระบบขับถ่าย ลดปัญหาท้องผูก ต่อต้านอนุมูลอิสระ เป็นผลไม้ลดน้ำหนักที่กินแล้วจะทำให้อิ่มท้องได้ และยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงได้ด้วย

5 ผลไม้รสเปรี้ยว วิตามินซีสูง กินแก้ท้องผูกได้อย่างอยู่หมัด !
3.สับปะรด

สับปะรด ผลไม้ที่มีกรดจากธรรมชาติที่มีส่วนช่วยในการย่อยอาหารจึงดีต่อระบบการทำงานของลำไส้และส่งผลให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ในสับปะรดยังเป็นแหล่งของวิตามินซีสูง และยังเป็นแหล่งของไฟเบอร์ที่จะช่วยควบคุมความอยากอาหาร ทำให้อิ่มท้องนาน กินหลังอาหารรับรองค่ะว่าคุณจะลดอาการหิวจุบจิบลงได้มากแน่นอน

4.ผลไม้ตระกูลเบอร์รี

ใครยังไม่เคยกินผลไม้ในกลุ่มเบอร์รี บอกเลยพลาดไม่ได้เด็ดขาด โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาท้องผูกบ่อยๆ แนะนำสตรอว์เบอร์รี บลูเบอร์รี แบล็กเบอร์รีและราสป์เบอร์รี เนื่องจากอุดมด้วยไฟเบอร์สูง กินแล้วยังทำให้ร่างกายได้รับวิตามินซีอีกเพียบ นับว่ามากคุณประโยชน์จริงๆ เลยค่ะ สำหรับสารอาหารเพื่อสุขภาพทั้งสองอย่างนี้ เมื่อมันผสานพลังกันแล้วจะยิ่งทำให้ระบบการทำงานของลำไส้ดีขึ้น ขับถ่ายคล่อง ในขณะที่วิตามินซีจะช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง เห็นไหมว่าไม่กินบ้าง คงไม่ได้แล้ว

5 ผลไม้รสเปรี้ยว วิตามินซีสูง กินแก้ท้องผูกได้อย่างอยู่หมัด !
5.มะม่วงสุก

เนื่องจากมะม่วงสุกในปริมาณ 100 กรัม เปี่ยมด้วยวิตามินซีสูงมากถึง 46% ของปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ที่สำคัญมะม่วงยังเป็นแหล่งของไฟเบอร์สูง ซึ่งมีผลการศึกษาเมื่อปี 2013 ได้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Gastroenterology พร้อมระบุว่า มะม่วงมีไฟเบอร์ที่จะช่วยปรับระบบการทำงานของลำไส้ ทำให้ระบบการขับถ่ายดีขึ้น เมื่อนำมารวมกับฤทธิ์ของวิตามินซีแล้วก็จะยิ่งทำให้การระบายคล่องตัวมากขึ้นสองเท่า ด้วยเหตุนี้ มะม่วงจึงเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อการทำงานของลำไส้ ข่วยลดทั้งอาการท้องผูกและลดความเสี่ยงของโรคโครห์น (Crohn’s disease) ได้อีกด้วย