ประโยชน์ดีดี จากสตรอเบอร์รี่!

1.ดูแลสายตา

ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระ และการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้น ดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอวเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย

2.ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์

เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลว บริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไป เพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสรรพคุณล้างพิษของสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

วิตามินซี-สตรอเบอร์รี่

3.กำราบโรคมะเร็ง

กินสตรอวเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็ง และเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ ที่มีอยู่มากมายในสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

4.ส่งเสริมการทำงานของสมอง

ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืม เพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอวเบอร์รี่ช่วยได้ เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาท แถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

5.ลดความดันโลหิต

หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอวเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ

6.ปราบโรคหัวใจ

ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอวเบอร์รี่ จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย

“Tuscany” ร้านเก๋สไตล์อิตาเลียน รสดีอาหารไทยฟิวชั่น

ใครที่อยากไปอิตาลีแต่ยังไม่มีโอกาสได้ไป ที่ร้าน “Tuscany Thai Cuisine” (ทัสคานี ไทย ควิซีน) ที่ตั้งอยู่ตรง ซ.พหลโยธิน 23 เขาได้จำลองบรรยากาศแบบอิตาเลียนมาไว้ให้คนไทยได้สัมผัสกันอย่างจุใจ

บรรยากาศของร้านทัสคานีแห่งนี้ จัดตกแต่งให้ได้อารมณ์เหมือนกับแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี ตั้งแต่รูปทรงของอาคารที่สร้างเป็นรูปแบบบ้านมีสีสัน การตกแต่งทั้งภายในและภายนอกเน้นคอนเซปต์แบบอิตาลีจริงๆ ดูรื่นรมย์ชวนนั่ง แถมยังมีหลากหลายโซนให้เลือกนั่งตามชอบใจ ถ้าใครชอบนั่งในห้องแอร์เย็นสบาย แนะนำโต๊ะนั่งด้านในบ้านที่จัดตกแต่งแบบอบอุ่น และด้านในนี้ยังมีห้องคาราโอเกะให้บริการอีก 3 ห้องสำหรับผู้ที่รักการร้องเพลง

2012711152422

แต่ถ้าใครชอบนั่งแบบกินลมชมธรรมชาติ แนะนำโซนด้านนอกที่โต๊ะให้เลือกนั่งในมุมสบายๆ มากมาย มีโซนตะนั่งติดสระน้ำชวนนั่งแบบผ่อนคลาย หรือจะเป็นโซนโต๊ะนั่งชั้นลอย ที่มีโต๊ะพูลให้บริการด้วย อีกทั้งที่นี่ยังมีวงดนตรีเล่นเพลงแนวอะคูสติกถึง 2 วง มาเล่นเพลงเพราะๆ ให้ฟังทุกวัน วงแรกเล่นเวลา 19.30 น. และวงที่สองเล่นเวลา 22.00 น. เรียกว่าฟังเพลงแบบเพลิดเพลินเคียงคู่ไปกับการกินอาหารแบบสำราญกันไป

TuscanyThaiCuisine.5

สำหรับอาหารที่มีให้บริการ ทางร้านเน้นเมนูอาหารไทยฟิวชั่น รสชาติแบบจัดจ้านซึ่งทางร้านคิดค้นสูตรขึ้นมาโดยเฉพาะ และก็ยังมีอาหารอิตาเลียนให้ได้ลิ้มลองกันด้วย ซึ่งอาหารของที่นี่ชวนลิ้มลองเป็นอย่ามาก เพราะทางร้านพิถีพิถันใส่ใจทุกรายละเอียดของอาหารที่นำเสนอ เน้นคัดสรรวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ เพื่อนำมาปรุงแต่งเป็นอาหารเลิศรสที่ชวนชิมมากมาย

“Tuscany Thai Cuisine” (ทัสคานี ไทย ควิซีน) ตั้งอยู่ที่ 8 ซ.พหลโยธิน23 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กทม. การจากถ้ามาจากถ.พหลโยธิน ให้เลี้ยวเข้าซ.พหลโยธิน 23 ตรงไปประมาณกลางซอยก่อนถึงทางเลี้ยว จะเห็นร้านทัสคานีอยู่ทางขวามือ หรือถ้ามาจากถ.วิภาวดีรังสิต ให้เลี้ยวเข้าซ.วิภาวดีรังสิต 32 ตรงไปตามทางบังคับ จะเห็นร้านทัสคานี อยู่ซ้ายมือ มีป้ายร้านให้เห็นเจน เปิดทุกวัน เวลา 11.00-24.00 น. ถ้ามากินแนะนำว่าควรโทร. มาจองโต๊ะก่อน โทร. 08-2324-9555

Sirocco วิวสวย อาหารอร่อยกลางกรุงเทพ

Sirocco สถานที่ที่จะทำให้อาหารมื้อค่ำของคุณ สุดแสนโรแมนติกและน่าจดจำ เพราะคุณจะได้เพลิดเพลินกับวิวสวยในมุมสูงอันน่าทึ่งของกรุงเทพฯ ภายใต้ท้องฟ้ายามค่ำคืนและแสงดาวที่โอบล้อม อีกทั้งยังมีวงดนตรีแจ๊สที่เล่นกันสด ๆ คอยขับกล่อมให้เคลิบเคลิ้มไปกับอาหารสไตล์เมดิเตอเรเนียน นุ่มลิ้น น่าลิ้มลองหลากหลายเมนู นอกจากนี้ ยังมี Sky Bar บาร์รูปวงกลมที่สามารถเปลี่ยนสีได้ตามจังหวะดนตรีแจ๊ส (ว้าว!) ตั้งโดดเด่นอยู่ปลายทาง สำหรับจิบเครื่องดื่มเย็น ๆ ให้ชุ่มคอ ^^

sirocco

Sirocco สูงสุดโรแมนติกสุด ร้านนี้เป็นที่สุดของที่สุดแล้วจริงๆ ทั้งเรื่องความสูงของร้าน ที่อยู่สูงถึงชั้นที่ 63 ของโรงแรมเลอบัว สูงชนิดที่แทบจะเหยียบยอดเมฆได้เลยมั้งนั่น เวลามองไปรอบๆ ก็จะเห็นวิวกรุงเทพฯ แบบไกลสุดลูกหูลูกตา มีวิวแม่น้ำเจ้าพระยาให้ชมกันด้วยแถมยังขึ้นชื่อในเรื่องบรรยากาศสุดโรแมนติก ที่สาวๆ หลายคนฝันกันไว้ว่า อยากจะให้แฟนพามาดินเนอร์ใต้แสงเทียนสักครั้ง แต่เพราะที่ “Sirocco” นอกจากขึ้นชื่อเรื่องความสูงแล้ว เรื่องราคาก็สูงขึ้นชื่อไม่แพ้กัน เบียร์และเครื่องดื่มต่างๆ เริ่มต้นที่ 300 บาท ไปจนถึงเกือบๆ 500 ส่วนอาหารก็มีที่ถูกสุดคือสลัด จานละประมาณ 500 นอกนั้นอาหารจานละเกิน 500 เรื่อยไปจนถึงพันแทบทั้งสิ้น แต่อาหาร บริการและวิวทิวทัศน์ก็ดีเลิศสมกับราคาที่จ่ายไป แต่ถ้างบน้อย หรือไม่อยากจ่ายแพง เพราะแค่อยากขึ้นไปชมวิวเท่านั้น ก็เลือกไปที่บาร์ได้ สั่งแค่เครื่องดื่มมาดื่มขณะชมวิวเพลินๆ

sirocco-01

Sirocco ตั้งอยู่บนยอดตึก State Tower ถ.สีลม ร้านอยู่ชั้นที่ 63 เมื่อท่านไปถึงจะมีพนักงานต้อนรับและพาไปที่บาร์เพื่อรอโต๊ะ ระหว่างนั้นก็ดูวิวให้เพลิดเพลิน นั่งมองวิวกรุงเทพได้เลย

          ที่ตั้ง  :  ชั้น 63 โรงแรมเลอบัวแอทสเตททาวเวอร์ ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ
          เวลาเปิด – ปิด  :  18.00 – 01.00 น.
          โทรศัพท์  :  02-6249555

 

แอปเปิลไซเดอร์ น้ำส้มสายชูหมักจากผลไม้ สุขภาพก็ได้ประโยชน์

แอปเปิลไซเดอร์ น้ำส้มสายชูหมักจากผลไม้ สุขภาพก็ได้ประโยชน์

แอปเปิลไซเดอร์หรือน้ำส้มสายชูหมักแอปเปิล ไม่ได้มีดีแค่ด้านงานครัวเท่านั้น ประโยชน์อื่น ๆ ของแอปเปิลไซเดอร์ก็มีอีกเพียบ !

น้ำส้มสายชูหมักแอปเปิลหรือที่เราคุ้นชินกันดีในชื่อ แอปเปิลไซเดอร์ จากที่เคยใช้ปรุงอาหารและใช้กับงานครัวมาโดยตลอด วันนี้เมื่อได้รู้ประโยชน์สารพัดอย่างของแอปเปิลไซเดอร์ที่นิตย­­สารอาหาร & สุขภาพ ได้บอกต่อมา แล้วคุณจะใช้แอปเปิลไซเดอร์อย่างคุ้มค่ามากขึ้น

มนุษย์เรารู้จักน้ำส้มสายชูมาตั้งแต่ 5,000 ปีก่อนคริสตกาล จากการหมักทำน้ำองุ่นให้เป็นไวน์ จากนั้นก็กลายเป็นน้ำส้มสายชู ช่วงแรกน้ำส้มสายชูนำไปเพื่อใช้ในการถนอมอาหารเท่านั้น ส่วนประโยชน์ทางด้านการแพทย์ได้เป็นที่รู้จักในเวลาต่อมา

ในปี 1700 ฮิปโปเครติส (Hippocrates) บิดาทางการแพทย์สมัยใหม่ ใช้น้ำส้มสายชูรักษาบาดแผลผู้ป่วยการติดเชื้อ จากนั้นแพทย์ใช้น้ำส้มสายชูในการรักษาทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่อา­­การแพ้ดอกไม้ผื่นคัน โรคซาง หรือปวดท้อง รวมถึงใช้ในการรักษาโรคเบาหวานด้วย

วิเนก้า (vinegar) ภาษาฝรั่งเศสแปลว่าไวน์เปรี้ยว หมักมาจากคาร์โบไฮเดรตเกือบทุกชนิดทั้งองุ่น, อินทผลัม, มะพร้าว, มันฝรั่ง, หัวบีท และแอปเปิล

ตามวิถีดั้งเดิมน้ำส้มสายชูทำมาจากขบวนการหมักอย่างช้า ๆ ทำให้เกิดสารชีวภาพธรรมชาติที่มีประโยชน์ เช่น กรดอะซิติก (acetic acid), กรดแกลลิก (gallic acid), แคตเทชิน (catechin), อิปิกแคตเทชิน (epicatechin), กรดคาเฟอิก (caffeic acid) และอื่น ๆ อีกมากมายที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง ต้านเชื้อโรค และคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย จากรายงานของ Medscape General Medicine

วิธีการหมักแบบช้า ๆ เป็นวิธีการดั้งเดิมที่ใช้ในการผลิตไวน์วินิการ์ (ไวน์น้ำส้มสายชู) โดยใช้อะซิติก แอซิดแบคทีเรียเป็นสารตั้งต้น ให้เจริญเติบโตบนผิวของของเหลวน้ำผลไม้นั้น ปล่อยขบวนการหมักดำเนินไปอย่างช้า ๆ เป็นเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน

การหมักที่นานเกินกว่านั้นจะทำให้เกิดเมือกที่ไม่เป็นพิษ เป็นส่วนประกอบของยีสต์และอะซิติก แอซิคแบคทีเรียที่เป็นตัวเริ่มต้นในการผลิตน้ำส้มสายชู หรือที่เรียกว่า แม่ของน้ำส้มสายชู (mother of vinegar) พบในน้ำส้มสายชูที่ไม่ผ่านขบวนการผลิต ไม่ผ่านการกรอง เป็นตัวสำคัญที่ทำให้น้ำส้มสายชูชนิดนี้มีคุณภาพสูง น้ำส้มสายชูหมักที่ทำจากโรงงานจะผ่านขบวนการพาสเจอไรซ์และการกร­­อง เพื่อหยุดยั้งการทำงานของแม่ของน้ำส้มสายชูนี้เพื่อบรรจุขวดและ­­จำหน่ายต่อไป

แม่ของน้ำส้มสายชูมีคุณสมบัติเป็นสารต้านแบคทีเรียและต้านเชื้อรา บรรเทาอาการเมื่อถูกแดดเผา ป้องกันรังแค รักษาอาการเจ็บคอ ช่วยในการย่อยอาหาร ควบคุมน้ำหนัก และทำให้ผิวสวยสดใส

น้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิลกับการรักษาสุขภาพ

แม้จะไม่มีคำแนะนำการรับประทานน้ำส้มสายชูนี้อย่างเป็นทางการ แต่มีบางคนใช้วิธีผสมน้ำส้มสายชู 1-2 ช้อนชากับน้ำบริสุทธิ์หนึ่งแก้ว ดื่มก่อนอาหารหรือในตอนเช้าเพื่อแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เขาเป็นอยู­­่ ความเสี่ยงอันตรายจากการกระทำเช่นนี้มีน้อยมาก และนักวิจัยบางท่านก็ยังเชื่อว่าอาจทำให้เกิดประโยชน์สำหรับสุข­­ภาพได้บางประการ

โรคเบาหวาน

น้ำส้มสายชูได้รับการกล่าวว่าเป็นสารต้านไกลซีมิก จึงมีผลดีกับระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยความคิดที่ว่า กรดอะซิติกในน้ำส้มสายชูอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลง ด้วยการช่วยให้การย่อยคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนเป็นไปอย่างสมบูรณ์โ­­ดยช้า ๆ ใช้กรดน้ำย่อยในกระเพาะจนหมด และเพิ่มการเก็บกลูโคสเข้าไปในเนื้อเยื่อของเซลล์ได้มากขึ้น

อีกทฤษฏีหนึ่งที่ใช้อธิบายก็คือ น้ำส้มสายชูอาจชัดขวางเอนไซม์การย่อยบางตัวให้ย่อยสลายคาร์โบไฮ­­เดรตไปเป็นน้ำตาลให้ดำเนินไปได้ช้าลง จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนกลายเป็นน้ำตาลเข้า­­สู่กระแสเลือดได้ช้าลงในมื้ออาหารนั้น ส่งผลให้ร่างกายมีเวลาในการดึงน้ำตาลออกจากกระแสเลือดได้นานขึ้­­น ป้องกันระดับน้ำตาลไม่ให้พุ่งขึ้นสูงปรี๊ดอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดีขณะนี้ยังมีงานวิจัยรองรับการใช้น้ำส้มสายชูรักษาผู­­้ป่วยเบาหวานนี้น้อยมาก

http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif การศึกษาหนึ่งพบว่าน้ำส้มสายชูช่วยให้ความไวต่ออินซูลินของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ดีขึ้น 19% และของผู้ที่ใกล้จะเป็นเบาหวานดีขึ้น 34%

http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif ในงานศึกษาพบว่า การรับประทานน้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิล 2 ช้อนโต๊ะก่อนนอน จะทำให้ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง 6% ในตอนเช้า

เพราะดีอย่างนี้ไง เลยอยากให้กินไข่เป็นมื้อเช้า

กินไข่เป็นมื้อเช้าได้ประโยชน์จัดเต็ม โดยเฉพาะคนที่อยากลดน้ำหนัก หรือแค่อยากกินอาหารเช้าเพื่อสุขภาพแบบง่าย ๆ เมนูไข่ ไข่ ก็ให้คุณได้

ทำไมต้องกินไข่เป็นมื้อเช้า ? ถ้ายังรู้ประโยชน์ของการกินไข่ตอนเช้าไม่ครบ เราก็อาจมีคำถามแนว ๆ นี้อยู่บ้าง แต่หากประโยชน์ของไข่ดีไม่จริง เชื่อเถอะเราไม่แนะนำให้กินไข่เป็นมื้อเช้าแน่ ๆ

1. เปี่ยมประโยชน์

ไข่เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย มาครบทั้งโปรตีน ธาตุสังกะสี วิตามิน A, D, E และ B12 แถมยังให้พลังงานแค่เพียง 85 กิโลแคลอรีต่อฟองเท่านั้นเอง ดังนั้นไข่จึงเป็นเมนูที่กินแล้วอิ่มนาน ส่งผลให้กินอาหารได้น้อยในมื้อถัด ๆ ไป และนี่ก็คือเหตุผลว่าทำไมกินไข่ต้มตอนเช้าแล้วช่วยลดความอ้วนได้ยังไงล่ะคะ

2. โปรตีนสูง

ไข่เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเยี่ยม ในไข่เพียง 1 ฟอง มีโปรตีนอยู่ถึง 6 กรัม ถือเป็นแหล่งโปรตีนที่ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับคนที่ไม่สามารถรับประ­­­ทานเนื้อสัตว์ได้

3. บำรุงสมองและระบบประสาท 

ในไข่เพียง 1 ฟอง มีโคลีน (Choline) มากถึง 20% นับเป็นปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ซึ่งโคลีนเป็นส่วนประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มสมอง ส่งผลให้สมองและระบบประสาทแข็งแรง พร้อมทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างตื่นตัว

กินไข่ต้มตอนเช้า

4. ช่วยในการมองเห็น

ด้วยลูทีน (Lutein) และซีแซนทีน (Zeaxanthin) ที่มีอยู่ในไข่ สารทั้ง 2 ชนิดนี้เป็นสารแคโรทีนอยด์ที่มีความสำคัญกับสุขภาพดวงตา ทั้งยังช่วยปกป้องร่างกายจากสารอนุมูลอิสระ และยังช่วยลดความเสี่ยงโรคจอประสาทตาเสื่อมได้อีกด้วย

5. ลดความเสี่ยงต้อกระจกก็ได้

ไข่ไม่ได้เพียงแต่ช่วยลดการเกิดจอประสาทตาเสื่อมเท่านั้น แต่สารต้านอนุมูลอิสระในไข่ยังช่วยป้องกันดวงตาจากการทำลายของรังสียูวี และช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจกเมื่อแก่ตัวลงได้อีกด้วย

ประโยชน์ถั่วลันเตา จัดไปเน้น ๆ แก้ท้องผูก ลดน้ำตาลในเลือดได้อยู่หมัด

 ถั่วลันเตา สรรพคุณทรงคุณค่า บำรุงสุขภาพแบบเน้น ๆ ประโยชน์ของถั่วลันเตาดีแค่ไหนต้องพิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง

ถั่วลันเตา อีกหนึ่งอาหารจากธรรมชาติที่คุ้นหน้าคุ้นตากันมานาน ซึ่งนอกจากจะรสชาติหวานกรอบอร่อยแล้ว ก็ยังมีคุณค่าทางอาหารอีกมากมายที่รอให้คุณสัมผัสกับประโยชน์ดี ๆ เพื่อสุขภาพ มาทำความรู้จักกับผักชนิดนี้ให้มากขึ้น แล้วคุณจะตกหลุมรักเจ้าผักชนิดนี้จนรีบหามารับประทานกันอย่างด่วนจี๋เลย

ทั้งนี้ลักษณะโดยทั่วไปของถั่วลันเตาคือ เป็นไม้เลื้อย ลำต้นเล็กเป็นเหลี่ยม ใบมีลักษณะเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 1-4 คู่ ใบย่อยมีลักษณะเป็นรู้กึ่งวงกลม หรือเป็นรูปรี โคนใบกลม ปลายใบแหลม มีสีเขียวอ่อนถึงสีเขียวเข้ม ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ผสมตัวเอง ลักษณะเป็นแบบช่อกะจะ กลีบกลางสีขาวหรือขาวปนน้ำเงิน กลีบคู่ด้านข้างสีขาว หรือมีแต้มสีม่วงแดง กลีบคู่ล่างมีสีเดียวกัน โดยส่วนที่นิยมนำมาใช้ถือผล ซึ่งมีลักษณะเป็นฝักถั่ว ภายในฝักมีเมล็ดตั้งแต่ 3-10 เมล็ด สามารถนำมารับประทานได้ทั้งฝักเมื่อยังเป็นฝักอ่อน หรือจะนำเมล็ดแก่ออกจากฝักมารับประทานก็ได้ ถั่วลันเตาได้รับความนิยมสูงเนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารสูง โดยในเมล็ดถั่วลันเตา 100 กรัม มีคุณค่าทางอาหารดังนี้

– พลังงาน 84 กิโลแคลอรี
– น้ำ 77.87 กรัม
– คาร์โบไฮเดรต 15.63 กรัม
– โปรตีน 5.36 กรัม
– ไขมัน 0.22 กรัม
– ไฟเบอร์ 5.5 กรัม
– น้ำตาล 5.93 กรัม
– แคลเซียม 27 มิลลิกรัม
– ธาตุเหล็ก 1.54 มิลลิกรัม
– แมกนีเซียม 39 มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส ฟอสฟอรัส 117 มิลลิกรัม
– โพแทสเซียม 271 มิลลิกรัม
– โซเดียม 3 มิลลิกรัม
– สังกะสี 1.19 มิลลิกรัม
– วิตามินซี 14.2 มิลลิกรัม
– ไนอะซิน 2.021 มิลลิกรัม
– ไธอะมิน 0.259 มิลลิกรัม
– ไรโบฟลาวิน 0.149 มิลลิกรัม
– วิตามินบี 6 0.216 มิลลิกรัม
– โฟเลต 63 ไมโครกรัม
– วิตามินเอ 801 ยูนิด
– วิตามินอี 0.14 มิลลิกรัม
– วิตามินเค 25.9 ไมโครกรัม

ประโยชน์ของถั่วลันเตา ดีแบบเน้น ๆ เด่นบำรุงสุขภาพ

นอกจากจะเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงแล้ว ถั่วลันเตาเองก็ยังมีประโยชน์กับสุขภาพอีกมากมาย จึงทำให้ถั่วชนิดนี้กลายเป็นอาหารที่มีดีอย่างครบถ้วนทั้งในด้านรสชาติที่หวานกรอบ และการบำรุงสุขภาพ ซึ่งประโยชน์ของถั่วลันเตามีดังนี้ค่ะ

1. อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ

ไม่ว่าจะเป็นสารฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์ กรดฟีโนลิก และโพลีฟีนอล ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ถูกทำลาย ลดการอักเสบ อันเป็นสาเหตุของโรคภัยต่าง ๆ อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคอัลไซเมอร์ รวมทั้งช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยอีกด้วย อีกทั้งยังมีวิตามินซี วิตามินอี และสังกะสีที่ดีต่อสุขภาพ

2. ช่วยลดน้ำหนัก

ขึ้นชื่อว่าถั่วแล้ว แน่นอนล่ะว่าถั่วลันเตาก็เป็นอาหารอีกหนึ่งชนิดที่มีปริมาณโปรตีนสูง แถมยังมีไขมันต่ำ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก อีกทั้งไฟเบอร์ในถั่วลันเตาก็ยังช่วยทำให้อิ่มนานขึ้น ลืมไปได้เลยเรื่องหิวบ่อย

3. ลดคอเลสเตอรอล

ไนอะซิน (Niacin) ที่อยู่ในถั่วลันเตา มีส่วนสำคัญในการช่วยลดการสร้างไขมันไตรกลีเซอไรด์ และไขมัน VLDL ซึ่งเป็นไขมันที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่ลำเลียงไตรกลีเซอไรด์จากตับไปยังอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ลดลง แต่ทำให้คอเลสเตรอลชนิดที่ดีเพิ่มขึ้น (HDL) จึงช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดอุดตันได้

4. แก้ท้องผูก

สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องท้องผูก ถั่วลันเตาช่วยคุณได้ค่ะ เพราะเจ้าถั่วชนิดนี้มีไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย และทำให้ระบบลำไส้ทำงานได้อย่างเป็นปกติ

5. บำรุงหัวใจ

นอกจากช่วยลดคอเลสเตอรอล และป้องกันหลอดเลือดอุดตันแล้ว ลูทีน และไฟเบอร์ที่อยู่ในถั่วลันเตาก็ยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้อีกด้วย โดยจะเข้าไปป้องกันการก่อตัวของคราบพลักภายในผนังหลอดเลือดแดง ไม่เพียงเท่านั้นไธอะมีน โฟเลต ไรโบฟลาวิน ไนอะซิน และวิตามินบี 6 ยังช่วยลดระดับของโฮโมซีสเตอีน (Homocysteine) ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจลง

ผักบุ้ง สรรพคุณจัดเต็ม บำรุงสายตา ลดเบาหวาน ของดีที่หาทานได้ใกล้ตัว

  ผักบุ้ง หนึ่งในพืชผักที่หารับประทานง่าย ไม่ใช่แค่เพียงอร่อยถูกปาก แต่ยังอุดมด้วยคุณค่าเพื่อสุขภาพจนต้องท้าให้ลอง !

ผักบุ้งเป็นหนึ่งในผักที่คนนิยมนำมารับประทานเป็นอาหาร ซึ่งในประเทศไทยมีผักบุ้งที่เรารู้จักและนำมารับประทานอยู่ทั้งหมด 3 ชนิด นั่นก็คือ ผักบุ้งไทย ผักบุ้งจีน และผักบุ้งนา ซึ่งก็ล้วนแต่อุดมไปด้วยคุณประโยชน์ อย่างที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไรก็คือ ผักบุ้งช่วยบำรุงสายตา แต่รู้หรือไม่ว่านอกจากนี้ผักบุ้งยังมีสรรพคุณอีกมากมายที่เราคาดไม่ถึง บอกได้เลยว่าผักบุ้งเป็นอาหารที่ไม่ควรพลาด !

ผักบุ้งเป็นหนึ่งพืชที่อยู่ในวงศ์ผักบุ้ง Convolvulaceae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ipomcea aquatica Forssk เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Swamp Cabbage, Water Spinach หรือ Kangkong มีลักษณะเป็นพืชล้มลุกชนิดไม้เลื้อยที่มีเนื้ออ่อน ลำต้นกลวง รากงอกออกมาจากตามข้อของต้น ใบมีรูปสามเหลี่ยม รูปหอก หรือเป็นรูปขอบขนานแคบ ดอกมีสีขาว ชมพูหรือม่วงอ่อน ผลกลมมีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร เมื่อผลแก่จัดจะแตกออกให้เห็นเมล็ดด้านใน ผักบุ้งเป็นผักที่ปลูกง่าย ส่วนใหญ่แล้วจะสามารถพบได้บริเวณชุ่มน้ำ หรือบนผิวน้ำ ผักบุ้งมีมากมายหลายพันธุ์ แต่ที่คนไทยนิยมนำมารับประทานมีทั้งหมด 3 สายพันธุ์ได้แก่

ผักบุ้งไทย – ผักบุ้งไทยมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าผักบุ้งน้ำ มักขึ้นตามผิวน้ำ สามารถนำมารับประทานแบบสด ๆ หรือนำไปปรุงอาหารไทยได้หลากหลาย เช่น แกงส้ม แกงเทโพ ผัดพริกแกง หรือนำไปใส่ให้ก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ เป็นต้น

ผักบุ้งจีน – ผักบุ้งชนิดนี้จะขึ้นอยู่บนบก และมีใบกับลำต้นเป็นสีเขียวอ่อน ยางน้อยกว่าผักบุ้งไทย สามารถนำมาทำอาหารได้หลากหลาย ทั้งผัดไฟแดง ลวกรับประทานกับน้ำพริก ใส่ในหม้อสุกี้ เป็นต้น

 ผักบุ้งนา – เป็นผักบุ้งที่เกิดและเติบโตขึ้นตามธรรมชาติ มีรสฝาด นิยมรับประทานสด ๆ เป็นผักเคียงอาหาร อาทิ อาหารอีสาน เป็นต้น

ผักบุ้ง

     ผักบุ้งถือเป็นผักที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารสูงอีกชนิดหนึ่ง โดยผักบุ้งปริมาณ 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

 พลังงาน 19 กิโลแคลอรี
 น้ำ 62.47 กรัม
 คาร์โบไฮเดรต 3.14 กรัม
 ไฟเบอร์ 2.1 กรัม
 แคลเซียม 77 มิลลิกรัม
 ธาตุเหล็ก 1.67 มิลลิกรัม
 แมกนีเซียม 71 มิลลิกรัม
 ฟอสฟอรัส 39 มิลลิกรัม
 โพแทสเซียม 312 มิลลิกรัม
 โซเดียม 113 มิลลิกรัม
 สังกะสี 0.18 มิลลิกรัม
 วิตามินซี 55 มิลลิกรัม
 วิตามินบี 6 0.096 มิลลิกรัม
 วิตามินบี 1 0.03 มิลลิกรัม
 ไนอะซิน 0.9 มิลลิกรัม
 ไรโบฟลาวิน 0.1 มิลลิกรัม
 โฟเลต 57 ไมโครกรัม
 วิตามินเอ 6300 ยูนิต

ผักบุ้งกับสรรพคุณทางยา

นอกจากจะนำมาปรุงอาหารได้แล้ว ผักบุ้งยังสามารถนำมาใช้เป็นยารักษาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้อีกด้วย ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วผักบุ้งที่นำมาใช้เป็นยาจะเป็นผักบุ้งไทย เพราะมีสรรพคุณทางยาสูงกว่า แต่ก็ยังมีการนำผักบุ้งจีนมาใช้ในการรักษาด้วยเช่นกัน ซึ่งสรรพคุณทางยาของผักบุ้งมีดังนี้

ผักบุ้งไทย

ทั้งต้น – บรรเทาอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย แก้กลาก เกลื้อน ลดน้ำตาลในเลือด ลดอาการแพ้ แก้อักเสบ แก้เหงือกบวม ถอนพิษ และรักษาแผลฟกช้ำ

ดอก –  รักษากลากเกลื้อน รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลดอาการแพ้ แก้อักเสบ ลดปวด ลดบวม บำรุงสายตา บำรุงโลหิต บำรุงกระดูกและฟัน ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ดับร้อน แก้ปัสสาวะเหลือง

ใบ – ถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อย ถอนพิษเบื่อเมา

ราก – บรรเทาอาการไอเรื้อรัง แก้โรคหืด ถอนพิษ รักษาอาการตกขาวผิดปกติ แก้ขัดเบา ลดอาการบวม

ผักบุ้งจีน

ทั้งต้น – ช่วยถอนพิษ รักษาฝี แก้อักเสบ และลดอาการบวม

ผักบุ้ง

ตัวอย่างใช้ผักบุ้งรักษาโรคต่าง ๆ ได้แก่

 แก้เลือดกำเดาออกมากผิดปกติ ใช้ต้นสดตำผสมน้ำตาลทรายชงน้ำร้อนดื่ม

 แก้หนองใน ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด ใช้ลำต้นตำคั้นนำน้ำมาผสมกับน้ำผึ้งดื่ม

 แก้ริดสีดวงทวาร ใช้ต้นสด 1 กิโลกรัม กับน้ำ 1 ลิตร ต้มให้เละ เอากากทิ้งใส่น้ำตาลทรายขาว 120 กรัม เคี่ยวให้ข้นเหนียว ทานครั้งละ 90 กรัม วันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น จนหาย

 แก้แผลมีหนองช้ำ ใช้ต้นสดต้มน้ำให้เดือดนาน ๆ ทิ้งไว้พออุ่นเอาน้ำล้างแผลวันละครั้ง

 แก้พิษตะขาบกัด ใช้ต้นสดเติมเกลือ ตำพอกแผล

ผักบุ้ง กับประโยชน์เพื่อสุขภาพ

สารอาหารที่อยู่ในผักบุ้งถือว่าเป็นส่วนที่โดดเด่นที่ทำให้เจ้าพืชธรรมดา ๆ ชนิดนี้กลายเป็นที่สนใจอย่างมาก ด้วยประโยชน์อันมากมายที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ผักบุ้งจึงกลายเป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่มีคนนิยมมากมายไม่แพ้อาหารชนิดอื่น ๆ โดยประโยชน์ของผักบุ้งมีดังนี้ค่ะ

 1. รักษาอาการนอนไม่หลับ

ใครที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ การรับประทานผักบุ้งถือว่าช่วยได้มาก เพราะผักบุ้งนั้นอุดมด้วยสารเซเลเนียม และสังกะสีที่มีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายประสาท ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และนอนหลับได้ในที่สุด

 2. บำรุงเลือด

ธาตุเหล็ก ถือเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อระบบโลหิต เพราะฮีโมโกลบินที่อยู่ในเลือดนั้นต้องได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นก็อาจจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง และการรับประทานผักบุ้งก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะได้รับธาตุเหล็กอย่างเพียงพอ ดังนั้นถ้าอยากห่างไกลจากโรคโลหิตจาง รับประทานผักบุ้งบ่อย ๆ เป็นดีค่ะ

ผักบุ้ง

 3. บำรุงตับ

ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งที่น่าอัศจรรย์ของผักบุ้งก็คือ ช่วยบำรุงตับได้ ด้วยเพราะผักบุ้งมีสารอาหารมากมายที่ช่วยในการล้างพิษและสารต้านอนุมูลอิสระที่ป้องกันเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ไม่อยากมีโรคตับมาถามหา รีบหาผักบุ้งมากินกันดีกว่าเนอะ

 4. ลดน้ำตาลในเลือด

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผักบุ้งเป็นอาหารที่แนะนำให้ผู้ป่วยโรคนี้รับประทานเลยล่ะคะ เพราะว่าผักบุ้งสามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือดและลดการดูดซึมของกลูโคสของร่างกายได้ ไม่เพียงเท่านั้น ในสตรีตั้งครรภ์ ผักบุ้งยังเข้าไปเสริมสร้างความต้านทานกลูโคสในร่างกาย และช่วยรักษาโรคเบาหวานได้อีกด้วย

 5. แก้ท้องผูก

ปริมาณไฟเบอร์มีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผักชนิดไหน ๆ ของผักบุ้งสามารถแก้อาการท้องผูกได้ เพราะไฟเบอร์ในผักบุ้งนี้จะเข้าไปช่วยทำให้ระบบการขับถ่ายทำงานได้ดีขึ้น นอกจากนี้ผักบุ้งยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ อีกด้วย ใครที่ท้องผูกบ่อย ๆ ลองรับประทานผักบุ้ง หรือน้ำต้มผักบุ้งดูสิคะ รับรองว่าดีขึ้นแน่

 6. ช่วยลดน้ำหนัก

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าบรรดาผักใบเขียวเป็นอาหารลดน้ำหนักที่ได้ผลดีเยี่ยม ผักบุ้งก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกันค่ะ ด้วยปริมาณไฟเบอร์ที่สูง และปริมาณแคลอรีที่ต่ำ ทำให้เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้อิ่มง่าย และอิ่มนานขึ้น หมดปัญหาการรับประทานอาหารมากเกินไป หรือหิวบ่อยระหว่างวันไปได้เลยล่ะ

 7. ลดคอเลสเตอรอล

ไม่เพียงแค่ช่วยลดน้ำหนักเท่านั้น แต่ผักบุ้งยังมีส่วนสำคัญในการลดลงของคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในร่างกายได้ ซึ่งส่งผลดีต่อระบบหลอดเลือดและหัวใจอีกด้วย

เห็ดเข็มทอง ลดน้ำหนักเน้น ๆ เด่นคุณค่า คนรักเห็ดต้องจัดมาอย่าให้เสีย!

เห็ดเข็มทอง ของดีจากธรรมชาติ รสชาติถูกปาก ลดน้ำหนักก็ได้ ควบคุมเบาหวานก็ดี เจอแบบนี้ไม่ลองได้ยังไงกัน !

ได้ยินกันมานักต่อนักแล้วถึงเรื่องประโยชน์ของเห็ด ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าเจ้าอาหารที่ว่าเป็นผักก็ไม่ใช่ จะเป็นพืชก็ไม่เชิงนี้ ดีกับสุขภาพอย่างไม่ต้องสงสัย จึงทำให้ไม่ว่าจะเป็นเห็ดหอม เห็ดหลินจือ เห็ดชิเมจิ เห็นออรินจิ และเห็ดชนิดอื่น ๆ ที่สามารถรับประทานได้ก็ล้วนแต่ได้รับความนิยม และเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่ถูกปากถูกใจคนจำนวนไม่น้อยนั่นก็คือ เห็ดเข็มทอง ที่ได้ยินกันมาแว่ว ๆ ว่าช่วยลดน้ำหนักได้ แต่เอ๊ะ ! แล้วเห็ดเข็มทองจะช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร และมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง เรามาเจาะลึกให้รู้กันไปเลย

เห็ดเข็มทอง

 เห็ดเข็มทอง คืออะไร ?

เห็ดเข็มทอง หรือที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า เห็ดเหมันต์ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Flammulina velutipes (Curt,ex Fr.) และมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Golden Needle Mushroom, Needle Mushroom, Enokitake และ Enoki Mushroom เป็นเห็ดที่เกิดได้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็น และมักอาศัยอยู่บนตอไม้หรือท่อนไม้ที่ตายแล้ว เดิมทีแล้วเห็ดเข็มทองมีลักษณะเป็นดอกเล็ก ๆ แต่ลำต้นสั้น แต่ที่เราเห็นลำต้นผอมยาวเป็นกระจุก ก็เพราะทางประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ส่งออกเห็ดเข็มทองรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้พัฒนาสายพันธุ์ใหม่ เพื่อให้สะดวกต่อการบรรจุและจำหน่าย ทั้งนี้เห็ดเข็มทองเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและรสชาติอร่อย เหนียวนุ่ม และที่ได้รับความนิยมเพราะสามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย โดยเห็ดเข็มทอง 100 กรัมมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้

http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif น้ำ 88.34 กรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif พลังงาน 37 กิโลแคลอรี
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif โปรตีน 2.66 กรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif ไขมัน 0.29 กรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif คาร์โบไฮเดรต 7.81 กรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif ไฟเบอร์ 2.7 กรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif น้ำตาล 0.22 กรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif ธาตุเหล็ก 1.15 มิลลิกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif แม็กนีเซียม 16 มิลลิกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif ฟอสฟอรัส 105 มิลลิกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif โพแทสเซียม 359 มิลลิกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif โซเดียม 3 มิลลิกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif สังกะสี 0.65 มิลลิกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif ไธอะมิน 0.225 มิลลิกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif ไรโบฟลาวิน 0.200 มิลลิกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif ไนอะซิน 7.032 มิลลิกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif วิตามินบี 6 0.100 มิลลิกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif โฟเลต 48 ไมโครกรัม
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif วิตามินดี 5 ยูนิต

เห็ดเข็มทอง สรรพคุณไม่ใช่เล่น กินเน้น ๆ เพื่อสุขภาพ

เห็ดเข็มทองเป็นเห็ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูงไม่แพ้เห็ดชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะปริมาณวิตามินบีที่มีมากมายอันเป็นคุณค่าทางโภชนาการพื้นฐานของพืชตระกูลเห็ดเลยก็ว่าได้ ซึ่งเห็ดเข็มทองในปริมาณเพียง 1 ถ้วย ก็มีสารไนอะซิน หรือวิตามินบี 3 สูงถึง 23% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน แถมปริมาณไธอะมินที่มีก็เทียบเท่ากับ 10% ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวันเหมือนกัน นี่ยังไม่นับรวมกับแร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ อีกมากมายที่ถึงแม้จะมีอยู่ในปริมาณที่ไม่สูงมากนักแต่ก็ครบเครื่องเรื่องคุณค่าแบบสุด ๆ เราจึงสามารถรับประทานเห็ดเข็มทองแทนเนื้อสัตว์ได้ และเพราะสารอาหารที่มีอย่างเพียบพร้อมในปริมาณที่พอดี๊พอดี จึงทำให้เห็ดเข็มทองมีสรรพคุณมากมายดังนี้ค่ะ

1. ช่วยลดน้ำหนัก

ขึ้นชื่อว่าเห็ดแล้ว สรรพคุณเรื่องการลดน้ำหนักก็จะต้องนำมาอย่างโดดเด่น ด้วยเพราะปริมาณไฟเบอร์ที่มีสูง แถมยังแคลอรีต่ำเมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะทำให้อิ่มเร็ว อิ่มนาน อีกทั้งยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้เกิดการผกผันจนทำให้เกิดอาการหิว นอกจากนี้การที่เห็ดเข็มทองสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ยังทำให้ไขมันสะสมที่เกิดจากการแปรสภาพของน้ำตาลลดลงด้วยล่ะค่ะ

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากญี่ปุ่น ดร.เอะงุชิ ฟุมิโอะ ยังได้มีการคิดค้นสูตรการลดน้ำหนักด้วยเห็ดเข็มทองขึ้นมาอีกด้วย ซึ่งสูตรนี้มีชื่อเรียกว่า น้ำแข็งเห็ด ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้ค่ะ

 น้ำแข็งเห็ด 

วิธีทำ

http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif 1. เตรียมเห็ดเข็มทอง 300 กรัม หั่นรากออก แล้วล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นแบ่งเป็น 4 ส่วนเท่า ๆ กัน
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif 2. นำเห็ดเข็มทองใส่เครื่องปั่น เติมน้ำประมาณ 400 มิลลิลิตร ปั่นประมาณ 20-30 วินาที
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif 3. เทลงหม้อตั้งไฟอ่อน เคี่ยวต่อ 1 ชั่วโมง จากนั้นปิดไฟ แล้วพักให้เย็น
http://wm.thaibuffer.com/o/image/icon/48be2683.gif 4. เทใส่แม่พิมพ์น้ำแข็ง แช่ตู้เย็นในช่องแช่แข็ง

นอกจากนี้ ดร.เอะงุชิ ก็ยังแนะนำว่าควรรับประทานน้ำแข็งเห็ดให้ได้วันละ 3 ก้อน โดยการนำไปดัดแปลงใส่กับอาหาร หรือเครื่องดื่ม จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นอีกด้วย

2. ต้านมะเร็ง

อีกคุณประโยชน์ที่เรียกได้ว่าสุดมหัศจรรย์นั่นก็คือสรรพคุณในการต้านมะเร็ง โดยมีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์พบว่าการรับประทานเห็ดเข็มทองเป็นประจำสามารถทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายได้กว่า 95% และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง นั่นก็เป็นเพราะว่าในเห็ดเข็มทองมีสารเฟลมมูลิน (flammulin) ซึ่งเป็นสารที่ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งในร่างกายได้นั่นเอง

3. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

สารอาหารที่อัดแน่นอยู่ในเห็ดดอกเล็ก ๆ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นแหล่งที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งจะช่วยป้องกันร่างกายจากสารอนุมูลอิสระที่จ้องทำลายสุขภาพของเรา อีกทั้งยังเสริมสร้างการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้อีกด้วย

4. สลายไขมันในระบบทางเดินอาหาร 

รู้หรือไม่ว่าไขมันที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ลดน้ำหนักไม่ลง แต่เห็ดเข็มทองช่วยได้ค่ะ เพราะกรดไลโนเลอิก (Linoleic Acid) ที่อยู่ในเห็ดชนิดนี้จะเข้าไปสลายไขมันที่อยู่ในระบบทางเดินอาหารส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมอาหารไปใช้ได้ดีขึ้น และทำให้ไขมันสะสมในร่างกายได้รับการเผาผลาญมากขึ้นจากการทำงานของระบบทางเดินอาหารที่เป็นปกติค่ะ

5. ควบคุมระดับน้ำตาล

สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ถ้าพลาดเห็ดเข็มทองแล้วจะต้องเสียดาย เพราะอย่างที่บอกไปเมื่อข้างต้นแล้วว่าเห็ดเข็มทองสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ไม่เพียงแค่กับคนที่มีสุขภาพปกติ แต่กับคนที่เป็นโรคเบาหวานด้วย เพราะเห็ดเข็มทองจะช่วยให้ภาวะผกผันของระดับน้ำตาลลดลง อีกทั้งไฟเบอร์ที่อยู่ในเห็ดเข็มทองก็ยังไปช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลมาใช้ได้อีกด้วย ส่งผลให้อาการของโรคเบาหวานบรรเทาลงโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2

6. แก้ท้องผูก

อาการท้องผูกส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการทำงานของลำไส้ที่ผิดปกติ ซึ่งวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยให้การทำงานของลำไส้กลับมาเป็นปกติได้ก็คือการรับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง และเห็ดเข็มทองก็เป็นอาหารที่มีไฟเบอร์อยู่ไม่น้อย หากรับประทานเห็ดชนิดนี้เป็นประจำแล้วละก็ รับรองว่าระบบขับถ่ายจะเป็นปกติ หมดปัญหาเรื่องขับถ่ายไม่ออก หรือลำไส้แปรปรวนได้เลยค่ะ

7. ช่วยบำรุงสมอง

เห็ดเข็มทองเป็นพืชที่มีกรดอะมิโนสูง ซึ่งช่วยเสริมสร้างการทำงานของสมองในส่วนของความจำ อีกทั้งช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ให้กับสมองทั้งในผู้ใหญ่และเด็กในวัยเจริญเติบโต ถ้ากินเห็ดเข็มทองเป็นประจำก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคอัลไซเมอร์ได้

8. ลดไขมันในเลือด

อีกหนึ่งประโยชน์ที่ต้องยกความดีความชอบให้ก็คือเรื่องนี้ล่ะค่ะ เพราะกากใยในเห็ดเข็มทองช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ ป้องกันภาวะไขมันในเลือดสูง ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหัวใจในที่สุด

9. กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญ

สาเหตุที่เห็ดเข็มทองช่วยลดน้ำหนักได้ไม่ใช่แค่เพียงว่ามีแคลอรีต่ำเท่านั้น แต่เพราะสารอาหารที่มีประโยชน์ในเห็ดเข็มทองรวมทั้งกากใยที่มีอยู่ไม่น้อยจะไปช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย ช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้น และไม่คั่งค้างเหลือกลายเป็นไขมันสะสมที่ร่างกายไม่ต้องการ คนที่มีปัญหาเรื่องระบบเผาผลาญต่ำ รับประทานเห็ดเข็มทองบ่อย ๆ ก็ช่วยได้เยอะเลยล่ะ

ผักแก้ร้อนใน กินอาหารอะไรช่วยดับร้อนให้ร่างกาย

ผักแก้ร้อนใน

มะระ

– มะระ เป็นยาดับร้อน ถอนพิษไข้ แก้กระหาย บรรเทาอาการร้อนใน แก้อักเสบ เจ็บคอ

– ตำลึง ดับพิษร้อนภายในร่างกาย ลดอาการไข้ เป็นยาระบายอ่อน ๆ

ดอกแค

– ดอกแค มีฤทธิ์เย็นสามารถช่วยรักษาอาการร้อนใน ลดไข้ ลดน้ำมูก และแก้ปวดหัวได้ โดยนำดอกแคมาต้มกับน้ำรับประทาน

– ปวยเล้ง เป็นยาเย็น ช่วยขับร้อน แก้กระหาย

ใบบัวบก

– ใบบัวบก มีฤทธิ์เย็น ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ซึ่งในปัจจุบันนี้สามารถหารับประทานเป็นแคปซูลได้ หรือจะนำใบมาคั้นน้ำก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน

– ฟักเขียว มีฤทธิ์เย็น ช่วยถอนพิษ ขับร้อนในร่างกาย ขจัดเสมหะ ขับปัสสาวะ บำบัดอาการบวมน้ำ ไอ หอบ สามารถลดความร้อนในร่างกายและทำให้แผลร้อนในยุบตัวเร็วขึ้น

แตงกวา

– แตงกวา เป็นพืชผักที่มีน้ำอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งการดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบมาก ๆ ก็จะช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลง

– ชะอม ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้

สะเดา

– สะเดา หากต้องการลดอาการร้อนใน และดับพิษร้อนในร่างกาย ให้นำยางสะเดามารับประทาน ไม่เพียงเท่านั้น ยอดอ่อนและดอก ก็ยังสามารถนำมาลวกจิ้มรับประทานกับน้ำพริกช่วยขับความร้อนในร่างกายได้อีกด้วย

– ถั่วเขียว มีฤทธิ์ขับร้อนใน แก้กระหาย ขับปัสสาวะ มาดูวิธีทำน้ำถั่วเขียวกัน 

รากบัว

– รากบัว แก้ร้อนใน ลดไข้ บำรุงโลหิต ช่วยให้เจริญอาหาร

– หัวไชเท้า ล้างพิษภายใน ดับพิษร้อน บำรุงไต ขับปัสสาวะ ละลายนิ่ว

ดีท็อกซ์ลำไส้ 7 สูตรควรใส่ให้กลายเป็นน้ำดีท็อกซ์

สูตรดีท็อกซ์ลำไส้เพื่อสุขภาพที่ดี แค่เปลี่ยนน้ำเปล่าแก้วธรรมดาด้วยส่วนผสมบางอย่าง เราก็จะได้น้ำดีท็อกซ์มาดื่มเพื่อสุขภาพและรูปร่างที่ดีแล้ว
การดีท็อกซ์ลำไส้เป็นวิธีกำจัดสารตกค้างในตับและร่างกาย เผยผิวที่กระจ่างใส ระบบภายในทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเผลอ ๆ จะช่วยลดอาการอักเสบของเนื้อเยื่อ และช่วยลดน้ำหนักได้อีกทางด้วยนะ ซึ่งวันนี้เราก็มีสูตรดีท็อกซ์ถึง 7 สูตรมาให้ลอง โดยแค่เติมส่วนผสมเหล่านี้ลงไปในแก้วน้ำเปล่าเดิม ๆ สิ่งที่ได้เพิ่มเติมมาก็คือสุขภาพดี ๆ แล้วล่ะ

ดีท็อกลำไส้ สูตรดีท็อกลำไส้

1. มะนาว
ผ่ามะนาวครึ่งลูก บีบลงในน้ำเปล่าอุ่น ๆ หรือน้ำในอุณหภูมิห้อง 1 แก้วเต็ม ๆ ดื่มหลังตื่นนอนทุกเช้า ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ช่วยให้ลมหายใจหอมสะอาดสดชื่น บำรุงผิวพรรณ และช่วยส่งเสริมให้การลดน้ำหนักถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น

ดีท็อกลำไส้ สูตรดีท็อกลำไส้


 2. ขิง
ขิงเป็นสมุนไพรไทยที่มีสรรพคุณเด่นในด้านต้านการอักเสบ ลดกรดเกินในกระเพาะอาหาร และดีต่อคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อน อีกทั้งขิงยังมีคุณสมบัติต่อต้านปัญหาสุขภาพอื่น ๆ อีกหลายอย่าง ส่วนวิธีทำน้ำดีท็อกซ์จากขิงก็ไม่ยาก เพียงหั่นขิงสดเป็นแว่น นำไปนึ่งหรือต้มสุก หรือจะนำขิงผงมาเติมในน้ำเปล่าอุ่น ๆ ก็ได้

ดีท็อกลำไส้ สูตรดีท็อกลำไส้

3. ขมิ้นชัน
สรรพคุณของขมิ้นชันก็มีดีไม่แพ้ใคร ทั้งอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติต้านเชื้อไวรัส ต้านเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และต่อต้านอาการอักเสบ ที่สำคัญขมิ้นชันยังพกวิตามินอี วิตามินซี และวิตามินเคมาไม่น้อย การันตีว่าดื่มน้ำขมิ้นชันเป็นประจำแล้วผิวจะใสขึ้นแน่นอน

ดีท็อกลำไส้ สูตรดีท็อกลำไส้

4. ชาเขียว
ชาเขียวอุ่น ๆ ที่จิบกันทุกวันก็จัดเป็นน้ำดีท็อกซ์ที่ช่วยบำรุงการทำงานของสมอง ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยให้ลมหายใจสะอาดสดชื่น ที่สำคัญในชาเขียวยังมีคุณสมบัติต่อต้านความชรา ช่วยปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด แค่เพียงดื่มชาเขียวอุ่น ๆ วันละ 1-2 แก้วเท่านั้น

ดีท็อกลำไส้ สูตรดีท็อกลำไส้

5. แอปเปิลไซเดอร์
เคยได้ยินสูตรลดน้ำหนักของบางคนมีการดื่มแอปเปิลไซเดอร์วันละ 1 ช้อนโต๊ะด้วย ซึ่งแอปเปิลไซเดอร์ก็ไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักได้เท่านั้นนะคะ แต่แอปเปิลไซเดอร์ยังอุดมไปด้วยเอนไซม์ แร่ธาตุ  กรดอะมิโน ซึ่งจะช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกาย โดยเฉพาะคราบพลัคและแบคทีเรียที่สะสมอยู่ในช่องปาก โดยผสมแอปเปิลไซเดอร์ 1 ช้อนชากับน้ำสะอาด 1 แก้ว ดื่มเป็นประจำทุกวันก็จะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ดีท็อกลำไส้ สูตรดีท็อกลำไส้

6. สาหร่ายคลอเรลลา (Chlorella)
สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่อุดมไปด้วยสารคลอโรฟิลล์ ไฟเบอร์สูง ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย และช่วยกำจัดสิ่งตกค้างมวลหนักที่กำจัดออกไปได้ยาก อีกทั้งยังช่วยในการเจริญเติบโตและซ่อมแซมเนื้อเยื่อในร่างกาย ซึ่งวิธีนำมาผสมน้ำดื่มตอนนี้ก็มีสาหร่ายคลอเรลลาแบบผงสำเร็จวางจำหน่าย สามารถนำมาผสมกับน้ำดื่มในอัตราส่วนสาหร่ายคลอเรลลา 1 ช้อนชา ต่อน้ำสะอาด 1 แก้วได้เลยค่ะ

ดีท็อกลำไส้ สูตรดีท็อกลำไส้

7. น้ำว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้มีคุณสมบัติในการรักษาแผลอักเสบ ต้านเชื้อรา ช่วยเรื่องระบบไหลเวียนเลือด และช่วยในการย่อยอาหาร โดยปอกว่านหางจระเข้เอาแต่เนื้อมาล้างน้ำให้สะอาด ล้างเอาส่วนเจลลื่น ๆ ให้หมดไป จากนั้นนำว่านหางจระเข้ไปปั่นละเอียด แล้วนำมาผสมกับน้ำเปล่า 1 แก้ว โดยหากใครไม่คุ้นรสชาติ อาจเติมน้ำมะนาวลงไปในน้ำด้วยก็ได้จ้า